Monday, February 25, 2013

Whole Language Approach / การเรียนการสอนแบบธรรมชาติ (โฮลแลงเกวจ)


Whole Language Approach

Definition of Whole Language
 A method of teaching reading and writing that emphasizes learning whole words and phrases by encountering them in meaningful contexts rather than by phonics exercises.

Whole language describes a literacy philosophy which emphasizes that children should focus on meaning and strategy instruction. It is often contrasted with phonics-based methods of teaching reading and writing which emphasize instruction for decoding and spelling. However, from whole language practitioners' perspective, this view is erroneous and sets up a false dichotomy. Whole language practitioners teach to develop knowledge of language including the graph phonic, syntactic, semantic and pragmatic aspects of language. Within a whole language perspective, language is treated as a complete meaning-making system, the parts of which function in relational ways. It has drawn criticism by those who advocate "back to basics" pedagogy or reading instruction because whole language is based on a limited body of scientific research.



Overview
Whole language is an educational philosophy that is complex to describe, particularly because it is informed by multiple research fields including but not limited to education, linguistics, psychology, sociology, and anthropology (see also Language Experience Approach). Several strands run through most descriptions of whole language:
·        focus on making meaning in reading and expressing meaning in writing;
·        constructivist approaches to knowledge creation, emphasizing students' interpretations of text and free expression of ideas in writing (often through daily journal entries);
·        emphasis on high-quality and culturally-diverse literature;
·        integrating literacy into other areas of the curriculum, especially math, science, and social studies;
·        frequent reading
·        with students in small "guided reading" groups
·        to students with "read aloud"
·        by students independently;
·        reading and writing for real purposes;
·        focus on motivational aspects of literacy, emphasizing the love of books and engaging reading materials;
·        meaning-centered whole to part to whole instruction where phonics are taught contextually in "embedded" phonics (different from synthetic or analytic phonics); and
·        emphasis on using and understanding the meaning-making role of phonics, grammar, spelling, capitalization and punctuation in diverse social contexts.


การเรียนการสอนแบบธรรมชาติ (ที่มา :คู่มือเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูกรัก ๒๕๕๑)
            การเรียนการสอนแบบธรรมชาติ หรือโฮลแลงเกวจ เริ่มเป็นที่คุ้นหูคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น เพราะปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งได้นำแนวคิดนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สำหรับเด็ก
            โฮลแลงเกจถูกนำมาใช้สอดแทรกไปกับการเรียนรู้ภาษา ทั้งการพูด การเขียน และการอ่าน โดยมีความเชื่อว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษา ถ้าเราได้สังเกตเด็กก็จะพบว่า เด็กที่มีอายุเกือบ  ๑ ปี ก็จะเริ่มพูดได้โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องสอน นั่นเพราะเด็กเรียนรู้จากความหมาย ประสบการณ์และการเรียนแบบ นั่นคือการเรียนรู้ภาษาอย่างธรรมชาติ เด็กจึงไม่รู้ว่าเป็นความลำบากที่จะเรียนรู้
            เมื่อเรื่องการพูดเป็นเรื่องง่าย เรื่องการอ่านและการเขียนก็น่าจะไม่ยาก การเรียนรู้การอ่านและการเขียนแบบนี้ก็จะแตกต่างจากเดิมไปสิ้นเชิง ห้องเรียนของแนวการสอนแบบโฮลแลงเกวจจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
๑.    ครูสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กคุ้นกับหนังสือ ซึมซับเรื่องราวในหนังสือ โดยอ่านหนังสือให้เด็กฟังทุกวัน ให้เด็กเล่าเรื่องจากการพูด การเขียน การวาด หรือการแสดง
๒.    การสอนภาษาต้องยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง สอนเด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกัน
๓.    ส่งเสริมให้เด็กสนใจและรักที่จะเรียนรู้ภาษาด้วยตนเอง ในห้องควรมีหนังสือให้เด็กเลือกตามความสนใจ
๔.    การสอนภาษาควรมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริงที่มีความหมาย่อเด็ก
๕.    การสอนภาษาต้องให้เด็กเห็นประโยชน์ของการใช้ภาษาในลักษณะต่างๆ


ข้อชวนคิด : แนวการสอนแบบโฮลแลงเกวจ บทบาทของครูสำคัญมาก ครูจะต้องเป็นผู้ที่กระตุ้นให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษา กระตุ้นให้เด็กได้ลองเขียน ผิดๆ ถูกๆ ไม่เป็นไร แต่ครูต้องให้กำลังใจ ต้องเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก เข้าใจพัฒนาการการอ่าน การเขียนแบบธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่าเวลาที่เด็กมีการเปลี่ยนแปลงแม้จะเพียงเล็กน้อย ครูก็จะได้ให้กำลังใจเด็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ยึดหลักการธรรมชาติเป็นสำคัญ นั่นคือให้ค่อยๆ เป็นไปตามธรรมชาติของเด็กในชีวิตประจำวัน

            เพราะฉะนั้นโรงเรียนที่นำแนวคิดนี้มาใช้ คุณครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งการพูด ฟัง อ่าน เขียน เด็กจึงจะเรียนรู้ภาษาได้ดี เรื่องคุณครูก็เปรียบเสมือนสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเด็กด้วยเช่นกัน คุณครูจึงควรจัดสภาพแวดล้อม จัดสื่อ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
            หากโรงเรียนไหนอ้างว่าใช้แนวโฮลแลงเกวจ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดูว่าโรงเรียนเข้าใจกระบวนการสอนแบบนี้มากแค่ไหน ในระดับอนุบาลจะเรียนแค่ภาษาที่สื่อความหมายกับเด็กเท่านั้น ยังไม่ลงลึกเรื่องวรรณยุกต์ การสะกดคำ แต่ถ้าโรงเรียนไหนสอนก็แสดงว่ามาผิดทางแล้ว
            

Friday, February 15, 2013

Neo-Humannist Education/ นีโอฮิวแมนนีส


Neo-Humanist Education (NHE) (Neohumanist Education, www.nhe.gurukul.edu, 2006)
NHE is firmly rooted in the philosophy and principles of Neo humanism, which stands for “the practice of love for all creation including plants, animals, and the in animated world” as propounded by the India philosopher Shrii P.R. Sarkar.

NHE incorporates a harmonious blending of oriental introvalsal philosophy and occidental extroversial science. Its methodology is flexible, creative and culturally sensitive, making it adaptable to different cultures and part of the world.

NHE seeks to redefine the human experience, and unleashes infinite learning potential into our live by expanding our understanding of ourselves and our potential. Spirituality, creativity and love are the center of this new force.

This concept is believed that 95 percent of children’s learning environments that influence the development of children. And another 5 percent comes from genetic. The students return to the main point that is quite too clear. Because a child's life are many factors that affect the learning of their children as well.

การศึกษาแบบนีโอฮิวแมนนิส หรือ  Positive Perfection มีลักษณะเป็นเช่นไร?
การศึกษาแบบนีโอฮิวแมนนิส คือแนวทางในการทำให้เด็ก เก่ง ฉลาด แข็งแรง มีความคิด มีน้ำใจ โดยใช้วิธีการด้านบวก ซึ่งสามารถรวบรวมเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
·       การสร้างบรรยากาศให้คลื่นสมองต่ำ
·       การพัฒนาเซลล์สมองเด็ก
·       การสร้างภาพพขน์ด้านบวกให้กับเด็ก
·       การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก
·       การให้ความรัก
การสร้างบรรยากาศให้คลื่นสมองต่ำ
               นักจิตวิทยาการศึกษาในปัจจุบันได้ยอมรับแล้วว่าอารมณ์และความรู้สึกของคนเรามีผลต่อการเรียน คนเราจะมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้สูงสุดเมื่อจิตใจอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายที่สุด ปราศจากความตึงเครียด และปราศจากความกังวล ดังที่นักจิตวิทยานีโอฮิวแมนนิสได้กว่าวไว้ว่า “คนเราจะเกิดการเรียนรู้และใช้ศักยภาพของตัวเองได้สูงสุดเมื่อสบายใจและมีความสุข ซึ่งเราอาจจะเรียกสภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดนี้ว่า สภาวะคลื่นสมองต่ำ
ดังนั้นกิจกรรมในแต่ละวันที่เด็กจะต้องทำให้เกิดภาวะคลื่นสมองต่ำมากที่สุด เช่น ก่อนเข้าห้องเรียนจะมีการฝึกโยคะ นั่งสมาธิ อันถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กเรียนหนังสืออย่างสบายใจและมีความสุขในการรับรู้ เด็กๆ ที่ถูกจัดให้เรียนรู้อยู่ในบรรยากาศที่ช่วยให้มีคลื่นสมองต่ำ เช่น ได้เรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม ได้รับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติ (ลดอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ๆ และอาหารรสจัด) ได้ออกกำลังกายอยู่เสมอ ได้รับการยกย่องชมเชยที่เหมาะสม และได้ฝึกทำโยคำและทำสมาธิ และได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ในขณะที่เปิดเพลงเบาๆ ที่จะทำให้คลื่นสมองต่ำ จะเรียนรู้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว


การพัฒนาเซลล์สมองเด็ก
            เด็กที่เกิดมาแต่ละคนมีเซลล์สมองจำนวนใกล้เคียงกัน แต่เราอาจจะมองได้ว่าเด็กบางคนสมองดี และสมองไม่ค่อยดี ซึ่งในความเป็นจริงนั้น คนที่สมองดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเซลล์ของสอมง แต่ขึ้นอยู่กับเซลล์ประสานประสาท (Synapes) ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์สมอง ยิ่งเซลล์ประสานประสาทนี้เกิดมากขึ้นเท่าใด การประสานงานของสมองย่อมดีขึ้นเท่านั้น สรุปได้ง่ายๆ คือ คนที่ฉลาด มีสมองดี ฉับไว มีความจำดี ก็คือคนที่มีเซลล์ประสานประสทเชื่องโยงกันดีนั่นเอง มีการค้นพบที่น่าสนใจว่า เซลล์ประสานประสาทจะยายตัวได้ดีเมื่อมือกับเท้าของเราทำงานมาก เพราะปลายประสาทจะอยู่ตรงส่วนนี้มาก ฉะนั้นในแนวคิดนี้จึงให้เด็กเรียนๆ เล่นๆ เรียนด้วยก็จริง แต่ต้องได้เคลื่อนไหวด้วย ดังนั้นกิจกรรมจึงมุ่งให้เด็กออกกำลังกายนอกห้องเรียน ได้ปีนป่าย ได้วิ่งเล่น เพื่อให้มือกับเท้าทำงานมากที่สุดนั่นเอง


การสร้างภาพพจน์ด้านบวกให้กับเด็ก
            ภาพพจน์ของตนเอง คือความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเราเอง ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเราเองโดยตรง ซึ่งอาจจะตรงหรือแตกต่างจากความรู้สึกที่คนอื่น รู้สึกต่อเรา เราทุกคนต่างก็มีภาพพจน์เป็นของตนเอง ซึ่งอาจจะมีทั้งทางด้านบวก และด้านลบ  มีผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาพพจน์ของตัวเอง และได้ค้นพบว่า
·       ภาพพจน์ที่เรามีต่อตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้
·       ภาพพจน์ที่เรามีต่อตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงไปใยนทางที่ดีขั้นได้ ซึ่งจะทำให้เรามีความเชื่อมั่นสูงขึ้น กล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น พร้อมที่ยอมรับและปรับปรุงตัวเองให้ดีขื้น ซึ่งจะทำให้การรับรู้และเรียนรู้ของเรานั้นดีขึ้นด้วย

             ดังนั้นบทบาทของครูจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และมีความเชื่อว่าพฤติกรรมของครูคือ บทเรียนที่ดีที่สุดของเด็ก คนที่เป็นครูจึงต้องสมบูรณ์พร้อมทั้งพฤติกรรมส่วนตัว และเทคนิคการสอนด้วย เด็กจึงเป็นคนที่สมบูรณ์
                                            
การให้ความรัก
            อาจเปรียบเสมือนกับแห้วน้ำ ถ้าความรักของเด็กคนนั้นเต็ม ก็จะไหลเผื่แผ่ไปถึงผู้อื่น แต่ถ้าความรักของเขามีเพียงแค่ค่อนแก้ว เขาย่อมเรียกร้องต้องการการแสดงออกซึ่งความรักที่จะทำให้เขาได้รับความรักล้นเต็ม จึงเป็นเรื่องปกติที่ครูในโรงเรียนแนวคิดนี้จะเป็นครูที่มีบุคลิกภาพอบอุ่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้คำชม และสัมผัสเด็กด้วยการกอด ซึ่งล้วนเป็นการแสดงออกถึงความรักทั้งสิ้น


ข้อชวนคิด
            แนวคิดนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของเด็ก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ มาจากสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็ก อีก ๕ เปอร์เซ็นเป็นเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งในหมู่นักศึกษากลับมองว่าหลักเชื่อนี้ค่อนข้างชี้ชัดเกินไป เพราะในวิถีชีวิตของเด็กยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กด้วยเช่นกัน

            สำหรับในความคิดเห็นของนุ้ยนั้น นุ้ยเองได้มีประสบการณ์ตรงการเข้าไปดูกิจกรรมการเรียนการสอนของ รร. ที่ใช้แนวคิดนี้ นุ้ยเห็นด้วยในแนวคิดนี้นะคะ เพราะเด็กพอหลุดจากบ้านก็ไปโรงเรียน ฉะนั้นโรงเรียนก็จะต้องประกอบไปด้วยความสุข และตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็ก การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เมื่อคลื่นสมองต่ำ เช่นเดียวกับการที่เรามีสมาธิ มันก็จะทำให้เรามีจิตจดจ่อกับที่เรากำลังเรียน

            บรรยากาศในโรงเรียนโดยทั่วไปแล้วก็เหมาะสมกับการเรียนรู้นะคะ มีการปฏิบัติโยคะและนั่งสมาธิก่อนการเรียน เด็กๆ ดูร่าเริงแจ่มใส และมีความสุขดีค่ะ ถามว่าอยากให้ลูกเข้าโรงเรียนแบบนี้ไหม ถ้ามีโอกาสก็อยากนะคะ แต่ไปจับที่ไรก็พลาดทุกทีค่ะ คงมีพ่อแม่หลายท่านที่มีความรู้สึกเดียวกันกับนุ้ย แต่ดวงของลูกเราไม่ก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่เราจะตัดสินว่าลูกเราเหมาะหรือไม่เหมาะกับที่นี่ เพราะจะมีเด็กสักกี่คนที่ดวงดีแล้วจับสลากได้ใช่ไหมค่ะ นุ้ยคิดว่าก่อนที่พ่อแม่จะส่งลูกไปจับก็คงต้องศึกษาการสอนและแนวคิดของโรงเรียนแนวนี้ก่อนแล้ว ถ้าลูกจับไม่ได้ก็อย่าไปโทษลูกนะคะ เพราะเรายังมีทางเลือกอื่นๆ โรงเรียนอื่นๆ ที่น่าจะเหมาะกับลูกของเราหรือ ใกล้เคียงกับแนวคิดที่เราอยากจะให้ลูกเข้าเรียนได้ค่ะ
           
            นุ้ยเองก็จะต้องเตรียมหา รร. ให้กับตอนเค้าเข้า ป.๑ เหมือนกันค่ะ ตอนนี้ก็หาดูไปเรื่อยๆ ว่าที่ไหนจะดีนะทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน สถานที่ และบุคลากร ยุ่งขิงเป็นที่สุดเลยค่ะกับการหา รร. ให้ลูก พ่อแม่ท่านใดได้เข้ามาอ่านแล้ว อยากจะแชร์ประสบการณ์การเลือก รร. ให้ลูก ขอให้ฝากคอมเม้นได้เลยนะคะ เพราะความคิดเห็นของท่านจะช่วยเพิ่มความรู้และเสริมประสบการณ์แก่พ่อแม่ท่านอื่นๆ ด้วยค่ะ
            แล้วเจอกันใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ



Wednesday, January 30, 2013

Waldorf Education / วอลดอร์ฟ


Waldorf Education (May and Nordwall, www.waldorfanswer.com, retrieved in 2012 )

  Waldorf Education began in the spring of 1919 in Stuttgart, Germany, after the ravages of World War I, by Rudof Steiner, the founder of Anthroposophy. He had lectured to the worker of various factories in Stuttgart, including those of the Waldorf Astoria Cigarette factory.

Waldorf education in base on an anthropological view and understanding of human being, that is as a being of body, soul and spirit. The central focus for the Waldorf teacher of the development of that essence in every person that is independent of external appearance by instilling in his or her pupils and understanding of and appreciation for their back ground and places in the world. The goal of Waldorf is to enable students as fully as possible to choose and in freedom, to realize their individual path through life as adults.

When children relate what they learn to their own experience, they are interested and alive, and what they learn becomes their own. Waldorf schools are designed to foster this kind of learning.—Henry Barnes, a longtime Waldorf teacher and the former Chairman of the Board of AWSNA
This message above can identify my perspective about Waldorf Education. 

การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
โรงเรียนวอลดอฟ์แห่งแรกจัดตั้นขึ้นโดยผู้อำนวยการโรงงานยาสูบวอล์ดอร์ฟ-แอสโทเรีย ที่เมืองสตุทการ์ท ประเทศเยอรมันนี โดยผู้อำนวยการได้ขอร้องให้รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้ก่อตั้งแนวทางมนุษยปรัชญา และเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นด้านการเคลื่อนไหวฟื้นฟูบูรณะสังคม มาเป็นผู้วางแผนการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของกรรมกรในโรงงานยาสูบแห่งนี้ เพื่อให้เป็น “สถานที่ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตได้”

การเรียนการสอนแนนวนี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามแนวมนุษย์ปรัญา เพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ และมีความเชื่อว่าการศึกษา คือการช่วยคนให้ดำเนินวิถีชีวิตแห่งตนที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ด้วยการให้เด็กทำกิจกรรมตามแต่ตนสนใจ โดยมีครูและผู้ปกครองเป็นผู้ป้องกันเด็กจากการรบกวนของโลกสมัยใหม่และเทคโนโลยี สิ่งที่เด็กได้สัมผัสคือธรรมชาติที่บริสุททธิ์ และเน้นว่าควนให้เวลากับช่วงวัยเด็กให้มากไม่ใช่ลดเวลาวัยเด็กให้เป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าปกติ
การศึกษาในแนวนี้นั้น ยังสอนให้รู้จักสุดยืนที่สมดุลของตนเองในการใช้ชีวิตบนโลก โดยผ่านกิจกรรม ๓ อย่างคือ กิจกรรมทางกาย หรือการกระทำ กิจกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก และกิจกรรมผ่านความคิดหรือสมอง เน้นให้เด็กได้ใช้พลังงานทุกๆ ด้าน แนวการสอนนั้นจะสอนตามพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะวัน ๐-๗ ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางกายมาก จึงเน้นไปที่การเล่น เพื่อพัฒนาอวัยวะส่วนต่างๆ เด็กจะได้เป็นผู้ลงมือกระทำ 


ตัวอย่างการจัดกิจกรรม เช่น เด็กๆ ลงมือทำขนมปังเอง เด็กทุกคนจะเห็นกระบวนการตั้งแต่แรก เริ่มจากนำข้าเปลือกมาสีให้เป็นข้าวขาวด้วยเครื่งอสีข้าว ได้โม่ข้าวด้วยเครื่องโม่ พอเป็นแป้งก็นำไปนวด และก็นำไปอบเป็นขนมปัง ซึ่งวิธีการดั่งกล่าวจะเสริมสร้างความอดทนและปลูกฝังให้เด็กสำนึกใรบุญคุณต่อสิ่งที่ได้รับจากธรรมชาติและมนุษย์ แทนที่จะบริโภคอย่างฉาบฉวย และเด็กก็ยังเห็ฯถึงคุณค่าของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยเช่นกัน
นุ้ยเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว พ่อแม่บางท่านที่ได้อ่านอาจจะคิดไปได้ว่า การศึกษาแบบนี้ ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ได้ พ่อแม่ หรือผู้ปกครองจัดเองก็ได้ แล้วจะได้ผลกับลูกจริงหรือ นุ้ยมีบทสัมภาษณ์ของ นพ. พร
พันธุ์โอสถ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปัญโญทัย ที่เน้นการศึกษาแบบวอลดอร์ฟมาฝากกันนะคะ
“เราพยายามให้เด็กเห็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้เข้าใจในแนวทางพื้นฐานใรการปรับตัวเข้ากับชีวิต และกระตุ้นความร่วมมือของเด็ก การเรียนรู้ทุกอย่างจึงต้องเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนกันเป็นประสบการณ์จริงของเขา ให้เขาได้สนใจหลายๆ ด้าน จุดนนี้จะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเด็กๆ ว่าเขาสามารถทำได้”




แต่ก็อีกเช่นกันการศึกษาก็เหมือนกับเหรียญมันก็มีสองด้าน นุ้ยเองก็มีข้อชวนคิดมาฝากพ่อแม่ และผู้ปกครองเช่นกันนะคะ สำหรับการศึกษาในแนวนี้ การศึกษาแบบวอลดอร์ฟเป็นการสอนเพื่อพัฒนามนุษย์ให้ดึ้งส่วนลึกที่สุดของจิตใจ การนำวิธีการสอนแบบนี้มาใช้นั้นก็จำเป็นต้อนำทั้งระบบการศึกษาไปใช้ ไม่ใช่นำเพียงบางรูปแบบมาใช้ แล้วอ้านตนเองว่าสอนแบบวอลดอลร์ฟ ซึ่งพ่อแม่ก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยนะคะ
ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีโรงเรียนที่สอนแนววอลดอร์ฟเต็มรูปแบบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นค่ะ เช่น โรงเรียนปัญโญทัย โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก และโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ

ในความคิดเห็นส่วนตัวของนุ้ยนั้น นุ้ยเองก็ชอบการศึกษาแนวทางนี้อยู่เช่นกัน มันเป็นการปลูกฝังด้านคุณธรรม และจริยธรรมให้กับเด็ก เด็กที่ได้รับการศึกษาแนวนี้ก็จะเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน เป็นเค้ามีจิตใจดี มองโลกในแง่ดี มันก็จะส่งผลต่อการเรียน เค้าพร้อมที่จะเรียนรู้ เข้าใจ จึงทำให้เค้ารักการเรียนรู้ และเมื่อพิจารณาถึงคนที่มีศักยาภาพสูง ที่เป็นคนเก่งและดี โดนส่วนมากแล้วเค้าจะได้รับการศึกษาแนวทางนี้ทั้งนั้น ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าการศึกษารูปแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยาภาพด้านการศึกษาที่สูง



เมื่อกลับมามองประเทศไทยเราเอง เราเองก็ยังยึดที่จะให้ลูกหลานเรียนเก่ง เรียนแต่วิชาการ เรียนพิเศษทั้งเสาร์ และอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด นี่หรือคือทางออกของการศึกษาไทย แม้แต่การศึกษาในระบบก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์และความต้องการของผู้ปกครองได้เลย ประเทศที่เค้าเจริญแล้วนั้น เค้าเคยล้มเหลวทางด้านการศึกษาโดยยัดวิชาการให้กับเด็ก แต่แท้จริงแล้ว การศึกษานั้นจะต้องพัฒนาที่ตัวเด็ก เมื่อเด็กพร้อมเรียนรู้ เต็มใจ และอยากที่จะเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ต้องสูงขึ้นตามมา แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่นี้ คือการนำกระบวนการด้านลบของการศึกษาในประเทศที่เจริญแล้วมาใช้ ประเทศไม่ใช่ตัวอย่างการทดลอง เด็กนักเรียนไทยไม่ใช่เครื่องมือทดสอบผลงานของรัฐนมตรีกระทรวงศึกษา ฉะนั้น ก็ที่ท่านจะมีนโยบายหรือทำอะไรกับระบบการศึกษาก็ขอให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบคือเด็กที่จะเติบโตเป็นประชากรของประเทศต่อไป
สัปดาห์นี้แม่นุ้ยอาจจะดูเก็บกดเรื่องนโยบายด้านการศึกษา และข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
ซึ่งแต่ละอย่างนั้น ไม่ได้ดั่งใจเลย ไม่ทราบว่ากระทรวงใช้สมองส่วนไหนคิดและออกนโยบาย แรงไปไหมเนี่ย แต่มันก็ไม่ไหวจริงๆ นะคะ แต่อย่างไรก็ตามนุ้ยก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ ถ้าบทความนี้ล่วงเกินหรือพาดพิงผู้ใด ไม่มีใครว่าจ้างให้เขียนค่ะ เขียนมาจากมันสมองและสองมือนี้เท่านั้น เป็นความคิดส่วนตัวทั้งสิ้นค่ะ เจอกันใหม่เร็วๆ นี้นะคะ
ปล. คราวหน้าจะเขียนเกี่ยวกับการสอบแบบนีโอฮิวแมนนิสต์ ที่ใครๆ ก็อยากส่งลูกเข้าไปเรียน แต่จับฉลากไม่ได้สักที จะทำยังไงดี มีรูปมากฝากแยะด้วยค่ะ อย่าลืมติดตามกันนะคะ



Tuesday, January 1, 2013

Montessori / มอนเตสซอรี่


Montessori
Montessori is a revolutionary method do observing and supporting the natural development of children that developed by Maria Montessori, MD in 1907.

Montessori educational practice helps children develop creativity, problem solving, critical thinking and time management skill, care of environment and each other, and prepare them to contribute to society and to become fulfilled persons. The basis of Montessori practice in the classroom is mixed age group (3-6 ages in one class), individual choice of research and work and uninterrupted concentration. Group lessons are seldom found in a Montessori classroom. But learning abounds, and because it is enjoyed, children remember what they learn. (www.montessori.edu)

In my personal experience of Montessori, I am not familiar with this method. It might be not popular for the majority of parents in Thailand and there is limitation of this method; however I also search for the information of this kind of school that use this method for teaching. During I have searched for the schools, I found that there are some of parents interested in this method and they also have their own group for teaching their children by themselves with Montessori. They provide all of the teaching method by themselves too. I had joined for this group a few times, I found that I liked this teaching method but it was not the last answer yet for my kids. 

Schooling for the children, it is very sensitive issue for parents. There are many factors that involves in schooling. When parents make a decision for their kinds, they must accept all the affect that will happen after their choosing. Your kinds’ future are in your hand, please be aware before schooling for your kids.

Ps. Regarding to all my comment above, it is only my personal reflection. Please do not refer my reflection to all any schools or any groups that use Montessori.


มอนเตสซอริ (Montessori)
แนวคิดการศึกษาแบบมอนเตสซอริพัฒนาขึ้นมาโดยมาเรีย มอนเตสซอริ ฐานคิดของแนวคิดมอนเตสซอริก็คือ การศึกษาควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามควา,ต้องการตาม ธรรมชาติของเขาและสอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัยโดยจัดการเรียนการสอนที่ใช้ประโยชน์จาก ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยให้มากที่สุด วิธีการหลักของแนวคิดมอนเตสซอริก็คือ การจัดสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้และทำงานด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น แนวคิดนี้เชื่อว่า เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทัง้ หมดโดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาทสัมผัสต่างๆ ตัง้แต่การเห็น การได้ยิน และการสัมผัส รวมทัง้ กิจกรรมหรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย หรือการเรียนรู้แฝงอยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ก็ เช่น รูปทรงเลขาคณิตเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และจดจำสิ่งของจากประสบการณ์การสัมผัส (ที่มา : โรงเรียนทางเลือกกับทางเลือกในการศึกษาของประชาชน)



กิจกรรมหลักของมอนเตสซอรี่มีอยู่ ๓ กลุ่มด้วยกันคือ
๑.     กิจกรรมในกลุ่มประสบการณ์ชีวิต มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย มีสมาธิและเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงได้พัฒนากล้มเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก
๒.     กิจกรรมในกลุ่มประสาทสัมผัส ฝึกให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าให้สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม
๓.     กิจกรรมในกลุ่มวิชาการ (คณิตศาสตร์และภาษา) เพื่อปูพื้นฐานความรู้ให้กับเด็กเกี่ยวกับ จำนวน ตัวเลข การอ่านและการเขียน เด็กจะได้เรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนจากรูปธรรมสู่นามธรรมโดยใช้อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่เป็นสื่อ


การสอนแนวมอนเตสซอรี่เน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคล และเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เพราะเชื่อว่าเด็กปฐมวัยชอบความมีระเบียบ ดั้งนั้น การเตรียมการสอนของครูจึงต้องเป็นไปตามขึ้นตอนด้วย และยังให้ความสนใจความสามารถของมนุษย์ เชื่อว่าเด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ มีสิทธิเรียนรู้ระเบียบวินัยของชีวิต และต้องมีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้ (ที่มา : คู่มือเลือกโรงเรียนให้ลูกรัก)


            ข้อชวนคิดที่นุ้ยอยากให้พ่อแม่ หรือผู้ปกครองตระหนักก็คือจุดแข็งและจุดอ่อนของการสอนแนวนี้  จุดอ่อนที่สังเกตได้ชัดกับการสอนแนวนี้คือ ในแง่ทักษะทางสังคม เด็กอาจขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู เพราะเด็กต้องทำกิจกรรมของใครของมัน แม้ตามทฤษฎีจะบอกว่านี่คือ  Child Centre ก็ตาม แต่เป็นมองที่วิธีคิดของเด็ก โดยปล่อยให้เด็กคิดอย่างอิสระ ทำด้วยตนเอง เน้นความรับผิดชอบ ความเป็นระเบียบ ขณะที่จริงๆ แล้วความรู้ทีเด็กได้จากการเล่นอุปกรณ์นั้น เด็กไม่ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แต่เล่นหรือทำไปตามแบบแผนที่กำหนดไว้

            จุดเด่นที่เห็นได้ชัดก็คือ ความเชื่อมั่นเรื่องประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งตรงนี้ช่วยพัฒนาเด็กได้มาก ในกลุ่มที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กเรียบร้อย มักจะชอบแนวคิดแบบนี้ เพราะรากฐานของแนวคิดนี้มาจากศาสนา

            หากคุณพ่อคุณแม่ชอบโรงเรียนแนวนี้ ก็คงต้องดูให้ถึงแก่นว่าโรงเรียนที่บอกว่าใช้แนวมอนเตสซอรี่นั้นคำนึงถึงหลักการ  Child Centre จริงหรือไม่ และอุปกรณ์ที่ให้เด็กใช้ก็ต้องเป็นอุปกร์มอนเตสซอรี่จริงๆ และครูจะต้องได้รับการฝึกอบรมให้สอนตามขั้นตอน และจะลัดขั้นตอนไม่ได้ ซึ่งหากทำได้จริงๆ แล้ว ก็จะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการได้ดี

โรงเรียนทางเลือกในไทยที่นำแนวคิดมอนเตสซอริมาใช้ เช่น โรงเรียนปิติศึกษา โรงเรียนมอนเตสเซอร์รี่ภูเก็ต โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว โรงเรียนสมบุญวิทย์ และโรงเรียนอนุบาลยุวมิตร

สำหรับตัวนุ้ยเองนั้น ก็เคยได้ไปดูโรงเรียนแนวนี้อยู่บ้าง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างของ รร. แนวนี้ นุ้ยก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ค่ะ บางครั้งคนเป็นพ่อแม่ก็กลัวนะคะว่า ถ้าเอาลูกเข้า รร. แนวนี้แล้ว พอจบอนุบาลและต้องต่อแนวไหน แนวเดิมมีหรือไม่ หรือว่าถ้าเอาลูกไปเข้าในระบบ ลูกจะปรับตัวได้ไหม เริ่มมีแต่คำถามเข้ามาในหัว นุ้ยเองยอมรับเลยค่ะว่ากังวลมาก แต่ก็อีกนะคะ พ่อแม่ก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แต่นุ้ยก็ยังมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า เด็กสามารถปรับตัวได้ค่ะ ไม่ว่าเราจะเลือกโรงเรียนแบบไหนให้ลูก ถ้าเวลานี้เศรษฐกิจดี ก็จะเลือกโรงเรียนที่เราต้องการให้ลูกได้ แต่ถ้าวันหนึ่งครอบครัวอาจเกิดพลิกผันทางเศรษฐกิจ เราก็ต้องส่งลูกเข้า โรงเรียนตามความสามารถของเรา (รร.ในระบบของรัฐ) ลูกก็ต้องเรียนได้ค่ะ เราคนเป็นพ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างให้ลูกค่ะ ลูกจะเชื่อมั่นในตัวของเรา เค้าจะมั่นใจว่าโรงเรียนที่พ่อแม่เลือกให้กับเค้านั้นดีและเหมาะสมกับเค้าแล้วเช่นกันค่ะ
           
     
ปล. สวัสดีปีใหม่กับผู้อ่านทุกท่านนะคะ มีความสุขมากๆนะคะ ปีใหม่นี้สัญญาว่าจะพยายามมาอัพบล็อคทุกสัปดาห์ค่ะ อยากให้เขียน หรือหาเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาทางใด หรือสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ ติดต่อได้ที่ pornthipa014@gmail.com
ยินดีรับทุกความคิดเห็นค่ะ 

Saturday, December 8, 2012

What's Alternative school? / โรงเรียนทางเลือกคืออะไร


Welcome back to the world of Alternative Education again, which I talked about it last week. In this week, I will keep continuously following up about “What is the Alternative School..?”
Alternative school has provided a special curriculum offering a more flexible program of study than traditional school. It is difficult to explain in a very wide range of philosophies and teaching methods which are offered by alternative schools; some have strong political, scholarly, or philosophical orientations, while others are more ad-hoc assemblies of teachers and students are dissatisfied with some aspect of mainstream or traditional education.
There are four different characters of Alternative Schools that are different from Traditional School:
1.               Totally difference from mainstream education
2.               Education for special children
3.               Diversity
4.               Autonomy
In the normal parental perspective, Alternative School is the school that is different from mainstream school in term of curriculums, teaching method, environment and teachers. Most of alternative schools focus on student/learner differences, and develop them to be both wise and good people. It makes alternative school becomes more advantage than mainstream school. This is very challenge for me to find an answer how alternative school is better than traditional school especially in Thai Education System.
However, alternative school has some limitations. From my survey, it showed that Thai Education System is left behind the alternative school in term of concept, curriculum, evaluation and quality of teachers and learners. That’s why many parents choose alternative school for their children rather than traditional schools.
            Another thing that you need to concern about is the fact that the school fee of alternative school is higher than mainstream school. Please think about your budget before choosing an alternative school for your children. From my survey recently, I have found nine different concepts of alternative schools that are still using in Thailand. 
1.               Montessori Method
2.               Waldorf Method
3.               Neo-Humanist Education
4.               Whole Language
5.               Reggio Emilia Approach
6.               Project Approach
7.               High/Scope Approach
8.               Buddhist  Approach Education /Withi Pud 
9.               Summerhill
For next week, I will first review the Montessori Method. Don’t get bored with me. Please keep staying closer and closer with me until I will have completed all of methods. You will get more knowledge and information for your children. I have spent a lot of time preparing this information for you, so I really want to share with you. I hope you would be enjoy reading my blog, but don't forget to leave your commend or question. Have a nice long weekend.

See you again next week.

กลับมาทักทายกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้นะคะ ก็คงเป็นเรื่องต่อจากสัปดาห์ที่แล้วว่า โรงเรียนทางเลือกคืออะไรสัปดาห์ก่อนเราก็ได้คุยกันเรื่องการศึกษาทางเลือกกันไปแล้ว ผู้อ่านก็คงพอจะนึกความหมายกันได้บ้าง งั้นก็มาลุยกันต่อเลยนะคะ โรงเรียนทางเลือก ไปทางไหนก็ได้ยินแต่โรงเรียนทางเลือก แล้วมันคืออะไรนะ นุ้ยมาตอบให้แล้วค่ะ (จากการค้นหาบวกกับสมองอันน้อยนิด สามารถประมวลออกมาตามความเข้าใจของตัวเองได้ดังนี้ค่ะ)
            
โรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนที่จัดการศึกษาตามแนวคิดใหม่ ซึ่งปฏิเสธการจัดการศึกษาในระบบที่เป็นรูปแบบเดียวของรัฐ โดยใช้หลักสูตรเหมือนกันๆ มีวิธีสอนแบบเดียวกัน วัดและประเมินผลด้วยระเบียบและวิธีการเดียวกัน ที่เชื่อว่าวิธีการเหล่านี้เป็นการทำลายศักยภาพความเป็นมนุษย์และตัวตนของผู้เรียน (((( (ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ และคณะ: ๒๕๕๓)      

ลักษณะที่สำคัญของการศึกษาทางเลือกแบ่งเป็น ๔ ลักษณะ
๑. การศึกษาที่แตกต่างจากการศึกษากระแสหลัก
๒. การศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มพิเศษ
๓. การศึกษาที่มีลักษณะหลากหลาย (Diversity)
๔. การศึกษที่มีระดับความเป็นอิสระ (Autonomy)

        สำหรับในมุมมองของผู้ปกครอง หรือพ่อแม่ทั่วไป รวมถึงตัวนุ้ยเองแล้วนั้น โรงเรียนทางเลือก ก็คือโรงเรียนที่มีความแตกต่างจาก รร. ทั่วไป ทั้งในด้วยหลักสูตร วิธีการสอน บรรยากาศ รวมทั้งครูผู้สอน โดยเน้นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความพร้อมทางด้านสติปัญญา และจิตใจไปพร้อมๆ กัน นุ้ยคิดว่าเมื่อเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านก็คงคิดว่า อย่างนี้ โรงเรียนทางเลือกดูจะมีคุณภาพมากกว่า รร. ในระบบปกติใช่หรือไม่ นั่นคือคำถามที่นุ้ยเองก็กำลังหาคำตอบกับระบบการศึกษาของสังคมไทยอยู่เช่นกัน

นุ้ยเองก็ได้เข้าไปสำรวจดูโรงเรียนทางเลือกหลายๆ โรงเรียนเช่นกันก่อนนะส่งลูกเข้า แต่ละที่ก็มีแนวคิดและปรัชญา ที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วนั้นก็มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ และเน้นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (ชอบวลีนี้ค่ะ)

แต่อย่างไรก็ตาม โรงเรียนทางเลือกก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างค่ะ เท่าที่นุ้ยสำรวจมาได้ก็จะพบว่า ระบบการศึกษาของรัฐ ตามไม่ทันกับทิศทาง ปรัชญาหรือแนวคิดของโรงเรียนทางเลือก ทั้งในด้านหลักสูตร และการประเมินผล รวมถึงคุณภาพของผู้เรียนและผู้สอนด้วยเช่นกัน รัฐนั้นยังคงมีระบบที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่เอื้อต่อการจัดการศึกษาที่สนองปรัชญาทางสังคมและผู้เรียนของโรงเรียน ทั้งที่ พรบ. การศึกษาฯ ได้เปิดกว้างไว้แล้วเช่นกัน

ถ้าจะให้กล่าวถึงความเป็นจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายในด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกนี้จะมีต้นทุนที่สูงกว่า ฉะนั้น ค่าธรรมเนียมทางการศึกษาก็จะต้องสูงกว่าปกติด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่จะตัดสินใจส่งลูกเข้าโรงเรียนทางเลือก หรือโรงเรียนในระบบของรัฐ

นุ้ยได้ผ่านช่วงเวลาของการหา รร. ปฐมวัยของลูกมาแล้ว แต่ในตอนนี้ กำลังจะต้องกา รร.ประถมศึกษาให้ลูกต่อไปค่ะ จะส่งเข้าทางเลือกต่อไป หรือว่าจะเอาลูกเข้าเอกชน หรือทางออกสุดท้ายคือการส่งลูกเข้าในระบบของรัฐ ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กันกว่า อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา (ปล. ใจจริงไม่อยากให้ลูกได้แท็ปเลตค่ะ) พูดจากใจจริงนะคะ ยิ่งอ่านมาก ค้นคว้ามาก มีความรู้มาก ความกลัวก็ยิ่งมากขึ้นค่ะ รร. อะไรนะที่เหมาะกับลูกเรา และตอบโจทย์ลูกเรามากที่สุด (ประมาณว่านุ้ยเยอะไปเองค่ะ ถ้าไม่คิดมาก รร. อะไรก็ได้ เหมือนสมัยเราใช่ไหมคะ รร.สพฐ. ก็เรียนมาได้ จบมาได้ แต่ทำไมปัจจุบัน เราจึงมีคำถามมากมายกับ รร. ในระบบ)

ออกนอกเรื่องมาซะหลายย่อหน้า กลับมาต่อแล้วค่ะ แล้วโรงเรียนทางเลือกมีกี่แบบนะ เท่าที่นุ้ยสำรวจมาได้นะคะ ก็จะมีดังนี้ค่ะ
๑. การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)
๒. การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf Method)
๓. การเรียนการสอนแบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)
๔. การเรียนการสอนแบบธรรมชาติ (Whole Language)
๕. การเรียนการสอนแบบเรกจิโอเอมิเลีย (Reggio Emilia Approach)
๖. การเรียนการสอนแบบโครงการ (Project Approach)
๗. การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป (High/Scope Approach)
๘. การเรียนการสอนแบบวิถีพุทธ
๙. ซัมเมอร์ฮิลล์ (Summerhill) หมู่บ้านเด็ก

ครั้งแรกที่อ่านเจอข้อมูลเกี่ยวโรงเรียนทางเลือก โอ้โหมีตั้งมากมายหลายแบบ แล้วเราจะเลือกแบบไหนให้ลูกดีล่ะ แล้วแต่ละแบบเป็นยังไง อ่านกันเข้าไป เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง บางครั้งก็ได้ยินว่า รร. นั้นดี รร. นี้ดี ก็หาข้อมูลกันหน่อยซิว่าเป็นยังไง กว่าจะตัดสินใจได้ก็เกือบปี เยอะไปไหมคะสำหรับแม่คนนี้ แต่นุ้ยบอกจุดยืนกับที่บ้านอย่างชัดเจนเลยค่ะ ว่าจะไม่ให้ลูกเข้า รร. ที่เร่งอ่านเขียน อย่างดีก็แค่เตรียมความพร้อมหรือโรงเรียนทางเลือกค่ะ อาจจะขัดกับพ่อแม่บางท่านนะคะ แต่นุ้ยก็สามารถรับฟังความคิดเห็นของทุกๆ ท่านได้ค่ะ เพราะเป็นวิทยาทานเพิ่มความรู้ให้แก่เรา

        สัปดาห์หน้าจะมารีวิว การเรียนการสอนแบบแรกกันนะคะ คือแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ อยู่เป็นกำลังใจกันอีก ๙ สัปดาห์ ดูนานมากเลยใช่ไหม นุ้ยก็หาข้อมูลมานานมากเหมือนกันค่ะ อยากแบ่งปันกันนะคะ อาจจะมีความรู้สึกตัวเองใส่ลงไปบ้าง ก็อย่าได้ถือสานะคะ


นุ้ยตั้งใจไว้ว่าถ้าจบการเขียนเกี่ยวกับ รร. ทางเลือกแล้ว ก็จะเขียนเกี่ยวกับ รร.สาธิตค่ะ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่า รร. สาธิตดีอยางไร ทำไมผู้ปกครองหรือ พ่อแม่ อยากจะส่งลูกเข้าไปเรียนกันมากนัก เสียเท่าไหร่ก็ยอม มันช่างน่าสงสัยเสียจริง ก็เป็นปัญหาที่นุ้ยจะหาคำตอบต่อไปค่ะ ไว้พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ

ปล. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

ถ้าท่านใดสนใจเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกสมารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่