Wednesday, January 30, 2013

Waldorf Education / วอลดอร์ฟ


Waldorf Education (May and Nordwall, www.waldorfanswer.com, retrieved in 2012 )

  Waldorf Education began in the spring of 1919 in Stuttgart, Germany, after the ravages of World War I, by Rudof Steiner, the founder of Anthroposophy. He had lectured to the worker of various factories in Stuttgart, including those of the Waldorf Astoria Cigarette factory.

Waldorf education in base on an anthropological view and understanding of human being, that is as a being of body, soul and spirit. The central focus for the Waldorf teacher of the development of that essence in every person that is independent of external appearance by instilling in his or her pupils and understanding of and appreciation for their back ground and places in the world. The goal of Waldorf is to enable students as fully as possible to choose and in freedom, to realize their individual path through life as adults.

When children relate what they learn to their own experience, they are interested and alive, and what they learn becomes their own. Waldorf schools are designed to foster this kind of learning.—Henry Barnes, a longtime Waldorf teacher and the former Chairman of the Board of AWSNA
This message above can identify my perspective about Waldorf Education. 

การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
โรงเรียนวอลดอฟ์แห่งแรกจัดตั้นขึ้นโดยผู้อำนวยการโรงงานยาสูบวอล์ดอร์ฟ-แอสโทเรีย ที่เมืองสตุทการ์ท ประเทศเยอรมันนี โดยผู้อำนวยการได้ขอร้องให้รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้ก่อตั้งแนวทางมนุษยปรัชญา และเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นด้านการเคลื่อนไหวฟื้นฟูบูรณะสังคม มาเป็นผู้วางแผนการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของกรรมกรในโรงงานยาสูบแห่งนี้ เพื่อให้เป็น “สถานที่ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตได้”

การเรียนการสอนแนนวนี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามแนวมนุษย์ปรัญา เพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ และมีความเชื่อว่าการศึกษา คือการช่วยคนให้ดำเนินวิถีชีวิตแห่งตนที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ด้วยการให้เด็กทำกิจกรรมตามแต่ตนสนใจ โดยมีครูและผู้ปกครองเป็นผู้ป้องกันเด็กจากการรบกวนของโลกสมัยใหม่และเทคโนโลยี สิ่งที่เด็กได้สัมผัสคือธรรมชาติที่บริสุททธิ์ และเน้นว่าควนให้เวลากับช่วงวัยเด็กให้มากไม่ใช่ลดเวลาวัยเด็กให้เป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าปกติ
การศึกษาในแนวนี้นั้น ยังสอนให้รู้จักสุดยืนที่สมดุลของตนเองในการใช้ชีวิตบนโลก โดยผ่านกิจกรรม ๓ อย่างคือ กิจกรรมทางกาย หรือการกระทำ กิจกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก และกิจกรรมผ่านความคิดหรือสมอง เน้นให้เด็กได้ใช้พลังงานทุกๆ ด้าน แนวการสอนนั้นจะสอนตามพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะวัน ๐-๗ ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางกายมาก จึงเน้นไปที่การเล่น เพื่อพัฒนาอวัยวะส่วนต่างๆ เด็กจะได้เป็นผู้ลงมือกระทำ 


ตัวอย่างการจัดกิจกรรม เช่น เด็กๆ ลงมือทำขนมปังเอง เด็กทุกคนจะเห็นกระบวนการตั้งแต่แรก เริ่มจากนำข้าเปลือกมาสีให้เป็นข้าวขาวด้วยเครื่งอสีข้าว ได้โม่ข้าวด้วยเครื่องโม่ พอเป็นแป้งก็นำไปนวด และก็นำไปอบเป็นขนมปัง ซึ่งวิธีการดั่งกล่าวจะเสริมสร้างความอดทนและปลูกฝังให้เด็กสำนึกใรบุญคุณต่อสิ่งที่ได้รับจากธรรมชาติและมนุษย์ แทนที่จะบริโภคอย่างฉาบฉวย และเด็กก็ยังเห็ฯถึงคุณค่าของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยเช่นกัน
นุ้ยเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว พ่อแม่บางท่านที่ได้อ่านอาจจะคิดไปได้ว่า การศึกษาแบบนี้ ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ได้ พ่อแม่ หรือผู้ปกครองจัดเองก็ได้ แล้วจะได้ผลกับลูกจริงหรือ นุ้ยมีบทสัมภาษณ์ของ นพ. พร
พันธุ์โอสถ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปัญโญทัย ที่เน้นการศึกษาแบบวอลดอร์ฟมาฝากกันนะคะ
“เราพยายามให้เด็กเห็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้เข้าใจในแนวทางพื้นฐานใรการปรับตัวเข้ากับชีวิต และกระตุ้นความร่วมมือของเด็ก การเรียนรู้ทุกอย่างจึงต้องเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนกันเป็นประสบการณ์จริงของเขา ให้เขาได้สนใจหลายๆ ด้าน จุดนนี้จะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเด็กๆ ว่าเขาสามารถทำได้”




แต่ก็อีกเช่นกันการศึกษาก็เหมือนกับเหรียญมันก็มีสองด้าน นุ้ยเองก็มีข้อชวนคิดมาฝากพ่อแม่ และผู้ปกครองเช่นกันนะคะ สำหรับการศึกษาในแนวนี้ การศึกษาแบบวอลดอร์ฟเป็นการสอนเพื่อพัฒนามนุษย์ให้ดึ้งส่วนลึกที่สุดของจิตใจ การนำวิธีการสอนแบบนี้มาใช้นั้นก็จำเป็นต้อนำทั้งระบบการศึกษาไปใช้ ไม่ใช่นำเพียงบางรูปแบบมาใช้ แล้วอ้านตนเองว่าสอนแบบวอลดอลร์ฟ ซึ่งพ่อแม่ก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยนะคะ
ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีโรงเรียนที่สอนแนววอลดอร์ฟเต็มรูปแบบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นค่ะ เช่น โรงเรียนปัญโญทัย โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก และโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ

ในความคิดเห็นส่วนตัวของนุ้ยนั้น นุ้ยเองก็ชอบการศึกษาแนวทางนี้อยู่เช่นกัน มันเป็นการปลูกฝังด้านคุณธรรม และจริยธรรมให้กับเด็ก เด็กที่ได้รับการศึกษาแนวนี้ก็จะเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน เป็นเค้ามีจิตใจดี มองโลกในแง่ดี มันก็จะส่งผลต่อการเรียน เค้าพร้อมที่จะเรียนรู้ เข้าใจ จึงทำให้เค้ารักการเรียนรู้ และเมื่อพิจารณาถึงคนที่มีศักยาภาพสูง ที่เป็นคนเก่งและดี โดนส่วนมากแล้วเค้าจะได้รับการศึกษาแนวทางนี้ทั้งนั้น ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าการศึกษารูปแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยาภาพด้านการศึกษาที่สูง



เมื่อกลับมามองประเทศไทยเราเอง เราเองก็ยังยึดที่จะให้ลูกหลานเรียนเก่ง เรียนแต่วิชาการ เรียนพิเศษทั้งเสาร์ และอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด นี่หรือคือทางออกของการศึกษาไทย แม้แต่การศึกษาในระบบก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์และความต้องการของผู้ปกครองได้เลย ประเทศที่เค้าเจริญแล้วนั้น เค้าเคยล้มเหลวทางด้านการศึกษาโดยยัดวิชาการให้กับเด็ก แต่แท้จริงแล้ว การศึกษานั้นจะต้องพัฒนาที่ตัวเด็ก เมื่อเด็กพร้อมเรียนรู้ เต็มใจ และอยากที่จะเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ต้องสูงขึ้นตามมา แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่นี้ คือการนำกระบวนการด้านลบของการศึกษาในประเทศที่เจริญแล้วมาใช้ ประเทศไม่ใช่ตัวอย่างการทดลอง เด็กนักเรียนไทยไม่ใช่เครื่องมือทดสอบผลงานของรัฐนมตรีกระทรวงศึกษา ฉะนั้น ก็ที่ท่านจะมีนโยบายหรือทำอะไรกับระบบการศึกษาก็ขอให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบคือเด็กที่จะเติบโตเป็นประชากรของประเทศต่อไป
สัปดาห์นี้แม่นุ้ยอาจจะดูเก็บกดเรื่องนโยบายด้านการศึกษา และข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
ซึ่งแต่ละอย่างนั้น ไม่ได้ดั่งใจเลย ไม่ทราบว่ากระทรวงใช้สมองส่วนไหนคิดและออกนโยบาย แรงไปไหมเนี่ย แต่มันก็ไม่ไหวจริงๆ นะคะ แต่อย่างไรก็ตามนุ้ยก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ ถ้าบทความนี้ล่วงเกินหรือพาดพิงผู้ใด ไม่มีใครว่าจ้างให้เขียนค่ะ เขียนมาจากมันสมองและสองมือนี้เท่านั้น เป็นความคิดส่วนตัวทั้งสิ้นค่ะ เจอกันใหม่เร็วๆ นี้นะคะ
ปล. คราวหน้าจะเขียนเกี่ยวกับการสอบแบบนีโอฮิวแมนนิสต์ ที่ใครๆ ก็อยากส่งลูกเข้าไปเรียน แต่จับฉลากไม่ได้สักที จะทำยังไงดี มีรูปมากฝากแยะด้วยค่ะ อย่าลืมติดตามกันนะคะ



Tuesday, January 1, 2013

Montessori / มอนเตสซอรี่


Montessori
Montessori is a revolutionary method do observing and supporting the natural development of children that developed by Maria Montessori, MD in 1907.

Montessori educational practice helps children develop creativity, problem solving, critical thinking and time management skill, care of environment and each other, and prepare them to contribute to society and to become fulfilled persons. The basis of Montessori practice in the classroom is mixed age group (3-6 ages in one class), individual choice of research and work and uninterrupted concentration. Group lessons are seldom found in a Montessori classroom. But learning abounds, and because it is enjoyed, children remember what they learn. (www.montessori.edu)

In my personal experience of Montessori, I am not familiar with this method. It might be not popular for the majority of parents in Thailand and there is limitation of this method; however I also search for the information of this kind of school that use this method for teaching. During I have searched for the schools, I found that there are some of parents interested in this method and they also have their own group for teaching their children by themselves with Montessori. They provide all of the teaching method by themselves too. I had joined for this group a few times, I found that I liked this teaching method but it was not the last answer yet for my kids. 

Schooling for the children, it is very sensitive issue for parents. There are many factors that involves in schooling. When parents make a decision for their kinds, they must accept all the affect that will happen after their choosing. Your kinds’ future are in your hand, please be aware before schooling for your kids.

Ps. Regarding to all my comment above, it is only my personal reflection. Please do not refer my reflection to all any schools or any groups that use Montessori.


มอนเตสซอริ (Montessori)
แนวคิดการศึกษาแบบมอนเตสซอริพัฒนาขึ้นมาโดยมาเรีย มอนเตสซอริ ฐานคิดของแนวคิดมอนเตสซอริก็คือ การศึกษาควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามควา,ต้องการตาม ธรรมชาติของเขาและสอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัยโดยจัดการเรียนการสอนที่ใช้ประโยชน์จาก ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยให้มากที่สุด วิธีการหลักของแนวคิดมอนเตสซอริก็คือ การจัดสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้และทำงานด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น แนวคิดนี้เชื่อว่า เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทัง้ หมดโดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาทสัมผัสต่างๆ ตัง้แต่การเห็น การได้ยิน และการสัมผัส รวมทัง้ กิจกรรมหรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย หรือการเรียนรู้แฝงอยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ก็ เช่น รูปทรงเลขาคณิตเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และจดจำสิ่งของจากประสบการณ์การสัมผัส (ที่มา : โรงเรียนทางเลือกกับทางเลือกในการศึกษาของประชาชน)



กิจกรรมหลักของมอนเตสซอรี่มีอยู่ ๓ กลุ่มด้วยกันคือ
๑.     กิจกรรมในกลุ่มประสบการณ์ชีวิต มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย มีสมาธิและเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงได้พัฒนากล้มเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก
๒.     กิจกรรมในกลุ่มประสาทสัมผัส ฝึกให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าให้สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม
๓.     กิจกรรมในกลุ่มวิชาการ (คณิตศาสตร์และภาษา) เพื่อปูพื้นฐานความรู้ให้กับเด็กเกี่ยวกับ จำนวน ตัวเลข การอ่านและการเขียน เด็กจะได้เรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนจากรูปธรรมสู่นามธรรมโดยใช้อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่เป็นสื่อ


การสอนแนวมอนเตสซอรี่เน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคล และเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เพราะเชื่อว่าเด็กปฐมวัยชอบความมีระเบียบ ดั้งนั้น การเตรียมการสอนของครูจึงต้องเป็นไปตามขึ้นตอนด้วย และยังให้ความสนใจความสามารถของมนุษย์ เชื่อว่าเด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ มีสิทธิเรียนรู้ระเบียบวินัยของชีวิต และต้องมีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้ (ที่มา : คู่มือเลือกโรงเรียนให้ลูกรัก)


            ข้อชวนคิดที่นุ้ยอยากให้พ่อแม่ หรือผู้ปกครองตระหนักก็คือจุดแข็งและจุดอ่อนของการสอนแนวนี้  จุดอ่อนที่สังเกตได้ชัดกับการสอนแนวนี้คือ ในแง่ทักษะทางสังคม เด็กอาจขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู เพราะเด็กต้องทำกิจกรรมของใครของมัน แม้ตามทฤษฎีจะบอกว่านี่คือ  Child Centre ก็ตาม แต่เป็นมองที่วิธีคิดของเด็ก โดยปล่อยให้เด็กคิดอย่างอิสระ ทำด้วยตนเอง เน้นความรับผิดชอบ ความเป็นระเบียบ ขณะที่จริงๆ แล้วความรู้ทีเด็กได้จากการเล่นอุปกรณ์นั้น เด็กไม่ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แต่เล่นหรือทำไปตามแบบแผนที่กำหนดไว้

            จุดเด่นที่เห็นได้ชัดก็คือ ความเชื่อมั่นเรื่องประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งตรงนี้ช่วยพัฒนาเด็กได้มาก ในกลุ่มที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กเรียบร้อย มักจะชอบแนวคิดแบบนี้ เพราะรากฐานของแนวคิดนี้มาจากศาสนา

            หากคุณพ่อคุณแม่ชอบโรงเรียนแนวนี้ ก็คงต้องดูให้ถึงแก่นว่าโรงเรียนที่บอกว่าใช้แนวมอนเตสซอรี่นั้นคำนึงถึงหลักการ  Child Centre จริงหรือไม่ และอุปกรณ์ที่ให้เด็กใช้ก็ต้องเป็นอุปกร์มอนเตสซอรี่จริงๆ และครูจะต้องได้รับการฝึกอบรมให้สอนตามขั้นตอน และจะลัดขั้นตอนไม่ได้ ซึ่งหากทำได้จริงๆ แล้ว ก็จะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการได้ดี

โรงเรียนทางเลือกในไทยที่นำแนวคิดมอนเตสซอริมาใช้ เช่น โรงเรียนปิติศึกษา โรงเรียนมอนเตสเซอร์รี่ภูเก็ต โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว โรงเรียนสมบุญวิทย์ และโรงเรียนอนุบาลยุวมิตร

สำหรับตัวนุ้ยเองนั้น ก็เคยได้ไปดูโรงเรียนแนวนี้อยู่บ้าง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างของ รร. แนวนี้ นุ้ยก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ค่ะ บางครั้งคนเป็นพ่อแม่ก็กลัวนะคะว่า ถ้าเอาลูกเข้า รร. แนวนี้แล้ว พอจบอนุบาลและต้องต่อแนวไหน แนวเดิมมีหรือไม่ หรือว่าถ้าเอาลูกไปเข้าในระบบ ลูกจะปรับตัวได้ไหม เริ่มมีแต่คำถามเข้ามาในหัว นุ้ยเองยอมรับเลยค่ะว่ากังวลมาก แต่ก็อีกนะคะ พ่อแม่ก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แต่นุ้ยก็ยังมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า เด็กสามารถปรับตัวได้ค่ะ ไม่ว่าเราจะเลือกโรงเรียนแบบไหนให้ลูก ถ้าเวลานี้เศรษฐกิจดี ก็จะเลือกโรงเรียนที่เราต้องการให้ลูกได้ แต่ถ้าวันหนึ่งครอบครัวอาจเกิดพลิกผันทางเศรษฐกิจ เราก็ต้องส่งลูกเข้า โรงเรียนตามความสามารถของเรา (รร.ในระบบของรัฐ) ลูกก็ต้องเรียนได้ค่ะ เราคนเป็นพ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างให้ลูกค่ะ ลูกจะเชื่อมั่นในตัวของเรา เค้าจะมั่นใจว่าโรงเรียนที่พ่อแม่เลือกให้กับเค้านั้นดีและเหมาะสมกับเค้าแล้วเช่นกันค่ะ
           
     
ปล. สวัสดีปีใหม่กับผู้อ่านทุกท่านนะคะ มีความสุขมากๆนะคะ ปีใหม่นี้สัญญาว่าจะพยายามมาอัพบล็อคทุกสัปดาห์ค่ะ อยากให้เขียน หรือหาเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาทางใด หรือสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ ติดต่อได้ที่ pornthipa014@gmail.com
ยินดีรับทุกความคิดเห็นค่ะ 

Saturday, December 8, 2012

What's Alternative school? / โรงเรียนทางเลือกคืออะไร


Welcome back to the world of Alternative Education again, which I talked about it last week. In this week, I will keep continuously following up about “What is the Alternative School..?”
Alternative school has provided a special curriculum offering a more flexible program of study than traditional school. It is difficult to explain in a very wide range of philosophies and teaching methods which are offered by alternative schools; some have strong political, scholarly, or philosophical orientations, while others are more ad-hoc assemblies of teachers and students are dissatisfied with some aspect of mainstream or traditional education.
There are four different characters of Alternative Schools that are different from Traditional School:
1.               Totally difference from mainstream education
2.               Education for special children
3.               Diversity
4.               Autonomy
In the normal parental perspective, Alternative School is the school that is different from mainstream school in term of curriculums, teaching method, environment and teachers. Most of alternative schools focus on student/learner differences, and develop them to be both wise and good people. It makes alternative school becomes more advantage than mainstream school. This is very challenge for me to find an answer how alternative school is better than traditional school especially in Thai Education System.
However, alternative school has some limitations. From my survey, it showed that Thai Education System is left behind the alternative school in term of concept, curriculum, evaluation and quality of teachers and learners. That’s why many parents choose alternative school for their children rather than traditional schools.
            Another thing that you need to concern about is the fact that the school fee of alternative school is higher than mainstream school. Please think about your budget before choosing an alternative school for your children. From my survey recently, I have found nine different concepts of alternative schools that are still using in Thailand. 
1.               Montessori Method
2.               Waldorf Method
3.               Neo-Humanist Education
4.               Whole Language
5.               Reggio Emilia Approach
6.               Project Approach
7.               High/Scope Approach
8.               Buddhist  Approach Education /Withi Pud 
9.               Summerhill
For next week, I will first review the Montessori Method. Don’t get bored with me. Please keep staying closer and closer with me until I will have completed all of methods. You will get more knowledge and information for your children. I have spent a lot of time preparing this information for you, so I really want to share with you. I hope you would be enjoy reading my blog, but don't forget to leave your commend or question. Have a nice long weekend.

See you again next week.

กลับมาทักทายกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้นะคะ ก็คงเป็นเรื่องต่อจากสัปดาห์ที่แล้วว่า โรงเรียนทางเลือกคืออะไรสัปดาห์ก่อนเราก็ได้คุยกันเรื่องการศึกษาทางเลือกกันไปแล้ว ผู้อ่านก็คงพอจะนึกความหมายกันได้บ้าง งั้นก็มาลุยกันต่อเลยนะคะ โรงเรียนทางเลือก ไปทางไหนก็ได้ยินแต่โรงเรียนทางเลือก แล้วมันคืออะไรนะ นุ้ยมาตอบให้แล้วค่ะ (จากการค้นหาบวกกับสมองอันน้อยนิด สามารถประมวลออกมาตามความเข้าใจของตัวเองได้ดังนี้ค่ะ)
            
โรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนที่จัดการศึกษาตามแนวคิดใหม่ ซึ่งปฏิเสธการจัดการศึกษาในระบบที่เป็นรูปแบบเดียวของรัฐ โดยใช้หลักสูตรเหมือนกันๆ มีวิธีสอนแบบเดียวกัน วัดและประเมินผลด้วยระเบียบและวิธีการเดียวกัน ที่เชื่อว่าวิธีการเหล่านี้เป็นการทำลายศักยภาพความเป็นมนุษย์และตัวตนของผู้เรียน (((( (ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ และคณะ: ๒๕๕๓)      

ลักษณะที่สำคัญของการศึกษาทางเลือกแบ่งเป็น ๔ ลักษณะ
๑. การศึกษาที่แตกต่างจากการศึกษากระแสหลัก
๒. การศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มพิเศษ
๓. การศึกษาที่มีลักษณะหลากหลาย (Diversity)
๔. การศึกษที่มีระดับความเป็นอิสระ (Autonomy)

        สำหรับในมุมมองของผู้ปกครอง หรือพ่อแม่ทั่วไป รวมถึงตัวนุ้ยเองแล้วนั้น โรงเรียนทางเลือก ก็คือโรงเรียนที่มีความแตกต่างจาก รร. ทั่วไป ทั้งในด้วยหลักสูตร วิธีการสอน บรรยากาศ รวมทั้งครูผู้สอน โดยเน้นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความพร้อมทางด้านสติปัญญา และจิตใจไปพร้อมๆ กัน นุ้ยคิดว่าเมื่อเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านก็คงคิดว่า อย่างนี้ โรงเรียนทางเลือกดูจะมีคุณภาพมากกว่า รร. ในระบบปกติใช่หรือไม่ นั่นคือคำถามที่นุ้ยเองก็กำลังหาคำตอบกับระบบการศึกษาของสังคมไทยอยู่เช่นกัน

นุ้ยเองก็ได้เข้าไปสำรวจดูโรงเรียนทางเลือกหลายๆ โรงเรียนเช่นกันก่อนนะส่งลูกเข้า แต่ละที่ก็มีแนวคิดและปรัชญา ที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วนั้นก็มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ และเน้นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (ชอบวลีนี้ค่ะ)

แต่อย่างไรก็ตาม โรงเรียนทางเลือกก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างค่ะ เท่าที่นุ้ยสำรวจมาได้ก็จะพบว่า ระบบการศึกษาของรัฐ ตามไม่ทันกับทิศทาง ปรัชญาหรือแนวคิดของโรงเรียนทางเลือก ทั้งในด้านหลักสูตร และการประเมินผล รวมถึงคุณภาพของผู้เรียนและผู้สอนด้วยเช่นกัน รัฐนั้นยังคงมีระบบที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่เอื้อต่อการจัดการศึกษาที่สนองปรัชญาทางสังคมและผู้เรียนของโรงเรียน ทั้งที่ พรบ. การศึกษาฯ ได้เปิดกว้างไว้แล้วเช่นกัน

ถ้าจะให้กล่าวถึงความเป็นจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายในด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกนี้จะมีต้นทุนที่สูงกว่า ฉะนั้น ค่าธรรมเนียมทางการศึกษาก็จะต้องสูงกว่าปกติด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่จะตัดสินใจส่งลูกเข้าโรงเรียนทางเลือก หรือโรงเรียนในระบบของรัฐ

นุ้ยได้ผ่านช่วงเวลาของการหา รร. ปฐมวัยของลูกมาแล้ว แต่ในตอนนี้ กำลังจะต้องกา รร.ประถมศึกษาให้ลูกต่อไปค่ะ จะส่งเข้าทางเลือกต่อไป หรือว่าจะเอาลูกเข้าเอกชน หรือทางออกสุดท้ายคือการส่งลูกเข้าในระบบของรัฐ ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กันกว่า อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา (ปล. ใจจริงไม่อยากให้ลูกได้แท็ปเลตค่ะ) พูดจากใจจริงนะคะ ยิ่งอ่านมาก ค้นคว้ามาก มีความรู้มาก ความกลัวก็ยิ่งมากขึ้นค่ะ รร. อะไรนะที่เหมาะกับลูกเรา และตอบโจทย์ลูกเรามากที่สุด (ประมาณว่านุ้ยเยอะไปเองค่ะ ถ้าไม่คิดมาก รร. อะไรก็ได้ เหมือนสมัยเราใช่ไหมคะ รร.สพฐ. ก็เรียนมาได้ จบมาได้ แต่ทำไมปัจจุบัน เราจึงมีคำถามมากมายกับ รร. ในระบบ)

ออกนอกเรื่องมาซะหลายย่อหน้า กลับมาต่อแล้วค่ะ แล้วโรงเรียนทางเลือกมีกี่แบบนะ เท่าที่นุ้ยสำรวจมาได้นะคะ ก็จะมีดังนี้ค่ะ
๑. การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)
๒. การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf Method)
๓. การเรียนการสอนแบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)
๔. การเรียนการสอนแบบธรรมชาติ (Whole Language)
๕. การเรียนการสอนแบบเรกจิโอเอมิเลีย (Reggio Emilia Approach)
๖. การเรียนการสอนแบบโครงการ (Project Approach)
๗. การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป (High/Scope Approach)
๘. การเรียนการสอนแบบวิถีพุทธ
๙. ซัมเมอร์ฮิลล์ (Summerhill) หมู่บ้านเด็ก

ครั้งแรกที่อ่านเจอข้อมูลเกี่ยวโรงเรียนทางเลือก โอ้โหมีตั้งมากมายหลายแบบ แล้วเราจะเลือกแบบไหนให้ลูกดีล่ะ แล้วแต่ละแบบเป็นยังไง อ่านกันเข้าไป เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง บางครั้งก็ได้ยินว่า รร. นั้นดี รร. นี้ดี ก็หาข้อมูลกันหน่อยซิว่าเป็นยังไง กว่าจะตัดสินใจได้ก็เกือบปี เยอะไปไหมคะสำหรับแม่คนนี้ แต่นุ้ยบอกจุดยืนกับที่บ้านอย่างชัดเจนเลยค่ะ ว่าจะไม่ให้ลูกเข้า รร. ที่เร่งอ่านเขียน อย่างดีก็แค่เตรียมความพร้อมหรือโรงเรียนทางเลือกค่ะ อาจจะขัดกับพ่อแม่บางท่านนะคะ แต่นุ้ยก็สามารถรับฟังความคิดเห็นของทุกๆ ท่านได้ค่ะ เพราะเป็นวิทยาทานเพิ่มความรู้ให้แก่เรา

        สัปดาห์หน้าจะมารีวิว การเรียนการสอนแบบแรกกันนะคะ คือแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ อยู่เป็นกำลังใจกันอีก ๙ สัปดาห์ ดูนานมากเลยใช่ไหม นุ้ยก็หาข้อมูลมานานมากเหมือนกันค่ะ อยากแบ่งปันกันนะคะ อาจจะมีความรู้สึกตัวเองใส่ลงไปบ้าง ก็อย่าได้ถือสานะคะ


นุ้ยตั้งใจไว้ว่าถ้าจบการเขียนเกี่ยวกับ รร. ทางเลือกแล้ว ก็จะเขียนเกี่ยวกับ รร.สาธิตค่ะ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่า รร. สาธิตดีอยางไร ทำไมผู้ปกครองหรือ พ่อแม่ อยากจะส่งลูกเข้าไปเรียนกันมากนัก เสียเท่าไหร่ก็ยอม มันช่างน่าสงสัยเสียจริง ก็เป็นปัญหาที่นุ้ยจะหาคำตอบต่อไปค่ะ ไว้พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ

ปล. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

ถ้าท่านใดสนใจเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกสมารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


Thursday, November 29, 2012

What's Alternative Education / การศึกษาทางเลือกคืออะไร


Definition of Alternative Education

Generally Alternative Education or Educational Alternative is also known as a non-traditional education, including numbers of teaching and learning approaches rather than the traditional education. Educational Alternative is often appeared in many kinds of varieties in term of rooted education philosophies that is fundamentally different from the Traditional Education. While some take part in form of strong political, scholarly, philosophical orientations, others are more informal associations of teachers and students dissatisfied with some aspect of mainstream or Traditional Education. Educational Alternatives, which include charter schools, alternative schools, independent schools, and home-based learning are vary widely; but often emphasize the value of small class size, close relationships between students and teachers, and a sense of community. (From Wikipedia, the free encyclopedia, 2012)

In the moment that the first paragraph has been explored, it would be adequate information to definite the meaning of Alternative Education for the reader. Maybe my view is too academic at this time, but it is important to understand at the beginning of our talk what Alternative Education is about. Then, we can talk about what the alternative school is? Why do we need to know about that? Because, we are parents and the decision is finally always made by us. In another word, the more we understand of the meaning, the more chance of our kids in the future will be happy at school. Therefore, we need to determine the future of education for our children carefully, so in this blog, I belief we could then have enough knowledge of finding a school for our children. Before we go more in detail, we must first understand our children in term of their personality, attitude, character and feeling. This is because finally your kids will be happy studying in a good suitable school for the very first of their early childhood.

One of the important things, to make a school choice for children, it should not follow The market trend too much, because it is not always the right school for your children. Unlucky thing for the parents right now in the society is that they have received over information from many kinds of media and they also have an ability to afford such an expensive school that they think it is good for their kids. As the result, Alternative School is now more in the education market. I belief everyone wants to have the best school for their children, but how much do you understand about the school and your children. I am sure some parents have experienced children cries and refuses to go to school. How about you? At the moment, Alternative school has been a popular choice in Thai society, especially among middle-high class parents in society, which I would like to mention mainly in this blog, and which I also would like to invite everyone to share and comment on it.

Nowadays, there are many alternative schools in Thailand, especially in Bangkok.
Could you answer my questions below, before you choose an alternative school for your children?
1. Do you know how many types of alternative school in Thailand and how different between each others?
2. Could you compare some advantages and disadvantages of each type of the schools?
3. How different between Office of Basic Education Commission (OBEC) schools and Alternative schools? 

Please, share and write about it. I will give you all the answer of these questions next week.
See you again next week.

ความหมาย

การศึกษาทางเลือก คือ การศึกษาที่มีรูปแบบแตกต่างจาการศึกษากระแสหลัก เป็นการศึกษาที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีรูปแบบหลากหลาย ทั้งเนื้อหา และวิธีการเรียนรู้ เนื่องจากมุ่งตอบสนองการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านความถนัด ความสนใจ ความพร้อมในการเรียนรู้ รวมถึงความแตกต่างด้านสภาพแวดล้อมในวิถีชีวิตครอบครัว สังคม วัฒนธรรม และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ตัวอย่างของการจัดการศึกษาทางเลือกในปัจจุบัน สามารถเห็นได้จากรูปแบบของโรงเรียนวิธีธรรม โรงเรียนวิถีธรรมชาติ และโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามแนวคิดและปรัญญาของนักการศึกษาต่างๆ แต่ทั้งหมดนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ พัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านสติปัญญา และจิตใจ

การศึกษาทางเลือกในประเทศไทย 
๑.     เริ่มเกิดขึ้นมานากว่า ๓๐ แล้ว เช่น โรงเรียทางเลือกอย่าง รร. หมูบ้านเด็ก .. รุ่งอรุณ .. สัตยไสย หรือ ..สัมมาสิกขา (อโศก) และอื่นๆ อีกหลายแห่ง
๒.     เป็นการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียน (Home School) รวมทั้งรูปแบบของการจัดการศึกษษการเรียนรู้ทางเลือกอันหลากหลาย ซึ่งกระจายตัวอยู่ใน ภาค เช่นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โฮงเฮียนสานล้านนา โรงเรียนชุมชนชาวนา โรงเรียนยุวรังสรรค์ เป็นต้น


เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้คงจะพอทราบความหมายคร่าวๆ ของการศึกษาทางเลือกกันบ้างแล้วนะคะ อาจจะดูเป็นวิชาการจังเลยในครั้งนี้ แต่นุ้ยอยากให้ผู้อ่านทุกคนได้เข้าใจความหมายกันก่อนว่า การศึกษาทางเลือก และโรงเรียนทางเลือกคืออะไร เพราะการเป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครองนั้น เราจะเป็นผู้กำหนดอนาคตทางการศึกษาให้ลูก เราต้องเป็นผู้มีความรู้ในด้านนั้นๆ อย่างถ่องแท้ ทั้งในเรื่องของโรงเรียน และลูกของเรา เราต้องเข้าใจพื้นฐานเค้าก่อนว่า เค้าเป็นเด็กแบบไหน นิสัยเป็นอย่างไร รู้และเข้าใจในตัวตนของเค้า เราจึงสามารถที่จะเลือก รร. ที่เหมาะสมกับเค้าได้

การเลือก รร. ให้ลูกนั้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเลือกตามกระแส แต่ที่แน่นอนนั้น พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองก็ไม่ควรตกกระแสเช่นกัน นุ้ยเองยอมรับเลยว่าในปัจจุบันนี้ พ่อแม่มีความรู้มากขึ้น และกำลังทรัพย์มากขึ้น สามารถที่จะเลือก รร. ที่ดีให้ลูกได้ เพราะพ่อแม่ทุกคนล้วนแล้วอยากจะให้ลูกทั้งเก่งด้านวิชาการ แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีความสุขการเรียนไปด้วยกัน ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไม รร.ทางเลือก จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในหมู่พ่อแม่ในระดับชนชั้นกลางถึงระดับชนชั้นสูงในสังคมปัจจุบัน ในที่นี้นุ้ยขอกล่าวถึงในกรุงเทพฯ มหานครเป็นหลักนะคะ ก่อนที่จะให้ลูกเข้า รร. ใดนั้น พ่อแม่ต้องรู้จักลูก และรู้จัก รร. ให้ดีก่อนเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น จะต้องรู้ถึงปัจจัยในกระเป๋าของเราเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน รร. ทางเลือกเกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย เช่น รร. ปัญโญทัย รร.แสนสนุกไตรทักษะ รร. อนุบาลกรแก้ว รร.สมบุญวิทย์ รร. ทอรัก รร. อมาตยกุล รร. ดรุณสิกขาลัย รร.ทอสี รร. รุ่งอรุณ รร.สัตยาไสย เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครอง รวมถึงท่านผู้อ่านทราบไหมว่า รร. ทางเลือกนั้นมีกี่แบบ แต่ละแบบเป็นอย่างไรเน้นในด้านใด และก็แตกต่างกันอย่างไร ลูกเราอยู่ รร. ทางเลือกแบบไหน ข้อดี และข้อเสีย เป็นอย่างไร  และที่สำคัญ รร. ทางเลือกแตกต่างจาก รร. ในระบบของ สพฐ. อย่างไร ตอบกันได้ไหมคะ ไว้ในสัปดาห์หน้า นุ้ยจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่า รร. ทางเลือกมีอะไรบ้าง ติดตามในสัปดาห์หน้านะคะ



Wednesday, November 21, 2012


For our Children

I would like to introduce myself and my fruitful research study that would be beneficial for the first school of your children.
My name is Nui. I am still a full time breast feeding mom and a Master student in Faculty of Social Science and Humanities, Mahidol University.

As a part of my education programme in the subject of Knowledge Management, I have created this weekly blog to share and exchange information among parents around the world about 
how to select the best kindergarten school for their children and also some relevant information about parental skills and experiences that could be applied for your children.

This blog will be focused on Alternative School in Thailand, which I would like you to share your difficulty how you chose or where you got information from for the first school for your children. 

Obviously, parents would like to seek the best school or kindergarten as the first school for their children, which I also have had this kind of experience before.
I had to search a lot of information from many sources, but in the end, I found that it was very hard for me to choose a good school for my son.

In this regard, this blog could be a platform or forum among educators, teachers or parents who want their children educate in Thailand at the beginning of their age. I will share my experience in the role of parent in this blog and I hope you would like to share yours too. I think this blog would be benefit for new parents who are looking for a school for their children. Your experience is not just only exchanged in Thailand, but I think it is also interested in around the world.

If you have any experiences or any comments, please leave your recommendation in this comment 
box below.
I look forward to hearing from your comments. 

For the further exchange, next week I will share you about what the Alternative Education is about and how many kinds of alternative education applied in Thailand.

See you again next week. 



แนะนำตัวกันก่่อนนะคะ
ชื่อ นุ้ย ค่ะ ปัจจุบันมีอาชีพประจำคือ แม่บ้านค่ะ และอาจเสริมคือ นักศึกษาปริญญาโทด้านการศึกษาค่ะ
เพิ่งมาเริ่มเขียนบล็อกก็เพราะเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา KM. (Knowledge Management) 
แต่กระนั้นเลยก็ยังมีแรงบันดาลใจในที่จะแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการหาโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกรัก 
และประสบการณ์การเป็นพ่อแม่ ซึ่งก็เป็นบทบาทใหม่สำหรับนุ้ยเองเช่นกัน

ในบล็อคนี้นุ้ยจะเน้นในเรื่องการศึกษาทางเลือก และโรงเรียนทางเลือก 
ซึ่งในขณะนี้เป็น รร. ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ปกครอง 
ตัวนุ้ยเองนั้นก็ต้องหาข้อมูลมากมาย กว่าจะเลือก รร. ให้ลูกได้ 
ทั้งหาจากอินเตอร์เน็ท หนังสือคู่มือต่างๆ ซึ่งไม่แค่ไม่กี่สำนักพิมพ์ และก็การเข้าไปสำรวจ รร.จริงๆ 

แต่อย่างไรก็ตาม นุ้ยก็ต้องตัดสินใจส่งลูกเข้า รร. อนุบาลแห่งหนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ 
ถ้าจะถามว่ายากไหมในการกำหนดอนาคตทางการศึกษาของลูกซึ่งเราต้องเป็นผู้เลือกในเบื้องต้น
ก็ขอตอบว่ายากค่ะ ยิ่งเราค้นหาข้อมูลหรือความรู้ได้มากเท่าไหร่ หรือว่ามีกำลังทรัพย์พอดีจะส่งลูกได้
ก็ยิ่งต้องเลือกค่ะ และทางเลือก ก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน 

ถ้ามีพ่อแม่ท่านใด หรือผู้อ่านท่านใดอยากแชร์ประสบการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเลือก รร. ให้ลูก หรือว่าอยากแนะนำ รร หรือประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก ยินดีรับทุกความคิดเห็นนะคะ ความคิดเห็นของทุกๆ จะเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ท่านอื่นๆ มากค่ะ 
สัปดาห์หน้ามาติดตามนะคะว่าการศึกษาทางเลือกคืออะไร 


ปล. คอมเม้นเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้นะคะตามสะดวกเลยค่ะ 
Ps.   please leave your recommendation or comment  in this comment box below whether in Thai or    English